จุดมุ่งหมาย บทความนี้มุ่งให้ทัศนะทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปรากฎตัวของ Wicca ในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ที่สนใจมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

คำจำกัดความเบื้องต้น Wicca เป็นชื่อเรียกของศาสตร์แขนงหนึ่ง จากหลายๆศาสตร์ที่ประดามีอยู่บนโลก

กรุณาดูแผนภาพประกอบ

อธิบายภาพ เราจะเห็นได้ว่า ยุคปัจจุบัน ศาสตร์ชนิดที่เรียกว่า Wicca ค่อนข้างทรงอิทธิพลและมีอาณาเขตกว้างไกลกว่าศาสตร์สาขาอื่นๆ อาจเป็นเพราะรับเอาความหลากหลายของศาสตร์โบราณอื่นๆมาใช้ พัฒนา ปรับปรุง ให้สอดคล้องกลมกลืน จนเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สถาปนาในชื่อว่า "Wicca"

ข้อสำคัญ

(1) Wicca(n) คือ พ่อมดแม่มด (เพราะเป็นสมาชิกใน Universe ของพ่อมดแม่มด) แต่เราจะไม่กล่าวว่า พ่อมดแม่มดทั้งหมดคือ Wicca(n) เพราะยังมีศาสตร์อื่นอีกมาก(ที่แรเงาสีแดง) ที่อาจไม่เกี่ยวกับ Wicca ก็ได้ เช่น Wisest,Voodoo,Hoodoo,
*ข้อนี้ ควรเร่งทำความเข้าใจให้ดี เพราะระยะเวลาที่ผ่านมา มีผู้เข้าใจผิดกันมากว่า พ่อมดแม่มดทั้งหมดคือ Wicca(n) ซึ่งไม่ใช่!!

(2)เนื่องจาก Wicca รับเอาอิทธิพลของศาสตร์โบราณในอดีตอื่นๆมา(ซึ่งในยุคหนึ่งเราเรียก Wicca ชนิดนี้ ว่า Eclectic Wicca แปลว่า วิกคาผู้รับเอาทุกอย่างที่ดี ที่งาม-ผู้เขียนเป็นคนนำมาใช้เป็นคนแรกในอินเตอร์เน็ตที่บอร์ดเฟียนและบอร์ด แห่งนี้ Web:www.cuew.org)
ฉะนั้น ไม่เป็นที่แปลกใจแต่ประการใด ถ้าจะพบความเชื่ออันเชื่อมโยง(Intersection)กับศาสตร์อื่นๆ เป็นต้นว่า Wicca เรียนรู้เรื่องของ Shamanism หรือ Druidได้(ดูแผนภาพประกอบ) *แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้เป็น Shamanism หรือ Druid ต้องเป็น Wicca
*ปัจจุบันนี้ มี Wise หลายท่าน ที่ไม่จำกัดความตัวเองอยู่ในคำว่า Eclectic Wicca แต่ก็ได้ทำการศึกษาศาสตร์ต่างๆอย่างหลากหลาย ข้อนี้ ผู้เขียนว่าเป็นเรื่องดี

(3)ผู้เขียนและ VTS ไม่ใช่ Wicca ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต(ไม่ได้แปลว่า รังเกียจศาสตร์นี้ แต่อยู่คนละ เซตกัน) แต่ผู้เขียน"เคย"ใช้ความพยายามมาตลอดที่จะทำเรื่องราวของ Wicca ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ สานต่อปณิธานของ Fiann(เจ้าของบอร์ดเฟียน)ที่จุดประกาย Wicca แรกๆในเมืองไทย(ตอนนั้นมีอีกกลุ่มคือ Witches of Siam แต่ผู้เขียนไม่สนิท) ด้วยการ สานต่อจุดมุ่งหมาย 13 ประการให้ใช้ตามนั้น,จัดทำกระทู้ กว่าจะเป็นวิกคา,ส่งเสริมให้มีการนิยามวิกคาอย่างถูกต้องไม่หลักลอย 

ประวัติศาสตร์ Wicca ในประเทศไทยจากความทรงจำของผู้เขียน

...................ผู้เขียนรู้จัก บอร์ด Fiann น่าจะราวปี 1999 (ยังเอ๊าะๆมาก และยังไม่ได้เป็น Wisest) ในขณะนั้น Fiann ก็ยังมิได้สนใจทาง Wicca แต่ประการใด ต่อมา Fiann และคุณ"ลี่"(ผมเข้าใจว่า คุณลี่ นี่น่าจะเป็นผู้เคร่งครัดในศาสตร์ Wicca มากกว่า ไม่รู้ว่าละทิ้งวิถีเดิมไปหรือยัง-ผู้ใดรู้วานตอบ) นำเอาศาสตร์ Wicca เข้ามา พัฒนา ปรับปรุงขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้ จากโรงเรียน Harry จึงกลายเป็น การเรียนการสอนเวทมนตร์จริงๆ ในปี 2003 ผู้เขียนเป็น Wisest แล้วได้เข้าไปแสดงตัวว่าเป็น หนึ่งในสมาชิกของ Universe พ่อมดแม่มดเช่นเดียวกับเหล่า Wicca สิ่งที่ได้พบเห็นคือ ในขณะนั้น Wicca ในความทรงจำข้าพเจ้ามีจำนวนหนึ่ง


...................ต่อมาเมื่อผู้เขียน ลาออกมาจากบอร์ดนั้น เนื่องจาก แนวคิดไม่ตรงกันและความบกพร่องของผู้เขียนเองที่ยัง ตึงและเคร่งครัดในจารีต มารยาท อันเนื่องมาจาก Wisest อยู่มาก จึงมาตั้งบอร์ดแห่งนี้เป็นของตัวเองในปี 2004 สถาปนาในชื่อ For Everywisest ช่วงเวลานั้น จำได้ว่า ผู้เขียนพยายามอย่างยิ่งที่จะศึกษาเรื่อง Wicca เพราะรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ใหม่ ไม่รู้จัก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ (ผู้เขียนค่อนข้างมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยม) 

 I.
วันที่ 16 พฤษภาคม 2547(ปี 2004)
ไทยรัฐ ปีที่ 55 ฉบับที่ 16917
"กระแสฮิตโจ๋ไทย คลั่งลัทธิ เวทมนต์ แม่มด นศ.มหา'ลัยประกาศตัวตั้ง กลุ่ม "วิกก้า" หาสาวก ใช้ถนนข้าวสารนัดพบ"
http://www.acc.msu.ac.th/alumni/webboard/index.php?check=answer&id=149

...................สืบเนื่องมาจาก พี่คิตตี้(Mystical kitty แห่ง Witches of Siam)และพี่แนม ได้จัดงาน สัมมนาเชิงปฏิบัติและนิทรรศการเวทมนตร์ จัดโดยกลุ่ม Witces of Siam ซึ่งเกิดความเข้าใจผิดกันบางประการ(ขอเรียกเช่นนี้) ทำให้เกิดพาดหัวข่าวอย่างที่เห็น ในเวลานั้น ผู้เขียนและเพื่อนๆอีกหลายคน ก็ได้ออกหน้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยตั้งกระทุ้แถลงในบอร์ดนี้

(1)"คุณโปรดรู้ว่า ผมมีศีลบริบูรณ์ ผู้เป็นผู้สร้างบอร์ดและออกมาให้ความเห็น ที่ผมต้องออกมาพูดเช่นนี้เพราะผมรู้สึกว่า มีบางอย่างทำให้ศาสตร์นี้กับศาสนาต่างๆแยกจากกัน พอแยกจากกันแล้วเกิดอะไร เกิดความไม่สันติ ผมกำลังจะกล่าวว่า ถ้าคุณศึกษาศาสนาเปรียบเทียบดีดี จะพบจุดเชื่อมโยงครับ"(M.O.Darkness,2004)

(2)"ก็นั้นแหละ นอกจากที่โอษฐ์ได้เรียนไปแล้ว เหตุที่ว่า ทำไมจึงเกิดการรวมกลุ่มแบบนี้ขึ้น ศาสตร์นี้ทั้งลึกลับน่าสนใจ เป็นสิ่งแปลกใหม่ แน่นอนย่อมเป็นที่สนใจของวัยรุ่นเป็นธรรมดา การมองหาเพื่อนฝูงในเรื่องเดียวกันจึงขาดไม่ได้ ^^!!!...แต่หลายคนมีความคิดที่ผิดพลาด การให้ความสำคัญในด้านเวทย์มนต์มากกว่าจิตใจ นั้นเป็นเหตุว่าทำไมจึงเกิดบอร์ดแบบนี้ขึ้นถ้าคุณลองลงไปดูที่บอร์ดของ สยามวิคคา ของเฟียน นั้นเปงรุ่นแรกๆ ถ้าไปขุดกระทู้เก่าขึ้นมาดู(ย้ำ"เก่า")มีคนสนใจขอแต่คาถา ถามว่ามีคนสนับสนุนไหม ไม่มีเลย...=w=" การดำเนินงานของผู้นำต่างๆล้วนพยายามชักจูงให้ถูกต้อง ผมเองก็บอกให้ทุกคนในบอร์ดเฉยไว้(CD,Sparrow_Hawk_Cd_HoLY-Sm,2004)

ข้อนี้
เป็นการทลายความเข้าใจผิด ของผู้ที่อาจเข้าใจ VTS ผิดพลาดว่า เรากีดกัน ไม่รับฟัง ความคิดเมื่อปี 2004 ก่อนที่จะเกิด VTS เสียอีก แต่คนก็เป็นคนเดียวกันคนเดิม ถ้าเป็นดั่งนี้ แปลว่าคนเปลี่ยน ซึ่งในตอนต่อๆไปจะทำการพิสูจน์ว่า คนเปลี่ยนจริง แต่ไปในทางที่ดีขึ้น

หลัง จากเหตุการณ์วันที่ 16 พฤษภาคม 2547 ผู้เขียนเข้าใจว่า กำลังใจของท่านพี่ทั้งสองแห่ง Witches of Siam หายไปมาก นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่ Wicca ในประเทศไทยที่ยังไม่ทันโต สั่นคลอน

จากนั้นมา เป็นยุครุ่งเรืองของ Wicca ชื่อท่าน Masthander,Medas(โดยมี Merci เป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่สำคัญ) ยุคนี้ ทั้งสองท่านได้ช่วยกันกับผู้เขียน ในการขจัดความเข้าใจผิดที่ตกค้างมาจากอิทธิพลของหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ และบอร์ดเฟียน อย่างที่กล่าวไป เราไม่พบท่าน Masthander บ่อยครั้งเท่าแต่ก่อนเข้าใจว่าท่านคงงานยุ่ง สำหรับ Medas เข้าใจว่า หันหลังให้วงการ ไม่ก็หลบหลังฉาก (ปรากฎตัวครั้งสุดท้าย 11 พค 51 ในวันฉลองการกลับบอร์ดของผู้เขียน)

จากนั้นมี การก่อตัวของกลุ่มที่เรียกว่า Wicca Walot ซึ่งน่าจะก่อตั้งในปี 2004 รู้จักกันในหลายชื่อเช่น Wicca Latin(เมื่อรวม กับศาสตร์ Santeria แล้ว) อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้ มีความน่าสนใจมากเพราะมีการสอนเป็นรูปเป็นร่างและเป็นระบบ ทำให้ศาสตร์อื่นๆให้ความสนใจดังเช่น

"สวัสดีชาววาลอททุกท่าน
โชคชะตานำพาให้ผมได้มาพบกับบอร์ดนี้--วาลอท--จึงขอมาทำความรู้จักสักเล็กน้อย
แนะนำตัวสักหน่อย ผมเอง เป็นผู้ศึกษาศาสตร์พวกนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว วิชาที่ผมใช้ เป็นที่รู้จักกันในนามของChaos magic[k] ซึ่งไม่แน่ใจว่าตอนนี้พวกท่านอาจจะรู้จักบ้างแล้วหรือไม่
ซึ่ง แท้จริงแล้ว ผมนับถือในความตั้งใจที่จะรวมตัวและจัดระบบการศึกษาได้แบบเป็นเรื่องเป็นราวมากๆ ที่จริงแล้วผมสนใจที่จะช่วยสนับสนุนมาก แต่,อย่างที่บางท่านที่นี่อาจรู้แล้ว,วิชาของผม แตกต่างจากวิชา"ศาสตร์ขาวในทางที่ถูก"พอสมควร ก็เลยไม่อยากจะเอาไปปนเปื้อนให้เสียองค์ประกอบศิลป์ซะหมด
อย่างไรก็แล้วแต่ ผมชอบคนเก่ง! และจะยินดีมากที่ได้ทำความรู้จักกับพวกท่านทุกคน ...พูดคุยกันสนุกๆ"
(P'Jin,Greetings! citizens of Walot,2005-ในช่วงหนึ่งเคยใช้ชื่อ Ghost ปัจจุบัน พักผ่อนอย่างสงบสุขนอกบอร์ดของ VTS เป็นบุคคลในตำนานท่านหนึ่ง ทุกวันอยากหาโอกาสสนทนาแบบลืมเรื่องราวในอดีตทิ้งไป)
http://wiccalahtin.proboards21.com/index.cgi?board=general&action=display&thread=4

ปัจจุบันนี้ เข้าใจว่ากลุ่มนี้ยังเคลื่อนไหวอยู่ลับๆ ไม่น่าล่มสลายไปแต่ประการใด ผมมีความสนใจจะเข้าไปผนึกรวม เหมือนที่ Walot เคยผนึกรวมกับ Latin-Santeria แต่ด้วยความที่เป็น ผู้ใหญ่ในบอร์ดแล้ว ขยับตัวยาก

หลังจาก VTS มีพัฒนาการ จาก For Everywisest
ถึง Venefician Teaching Society(2005-งานส่งเสริมงานถ่ายทอดวิชาพ่อมดแม่มด)จนปัจจุบันเป็น ภาคีเวอร์ธูสเซี่ยน(Virtusian Teaching Society) เราได้มีพัฒนาการมาตลอด

ตัวอย่างเช่น เรื่อง ธาตุ(Elemental)

(1)For Every Wisest: เรารู้ว่าธาตุคืออะไรแบบหยาบๆ เช่น มี 5 นะ คือ Earth Fire Water Air Ether แต่ก็ยังไม่นำไปประยุกต์ใช้อย่างแท้จริงกับพิธีกรรมเท่าไหร่
(2)VTS(2005) : ประยุกต์ใช้กับพิธีกรรมใน Meeting ศึกษาอย่างกว้างขึ้น เช่น ธาตุในพุทธศาสนา(บทความในระยะหลังของ VTS ก่อนบอร์ดล่มสลาย)
(3)Present : ธาตุในเชิงต่าง เชิงวิชาการ เชิงการปฏิบัติ ใครเป็นผู้นิยามคนแรก? เช่น ธาตุตามการแบ่งแบบ Paracelsus การวิเคราะห์ที่ลึกขึ้น

กล่าวโดยง่าย คือ กว้างขึ้น นั่นเอง

...................เพราะในยุคหลังๆเห็นว่า การย้อนไปศึกษาประวัติศาสตร์บ้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ "ความเชื่อทำให้มีพลัง แต่พลังนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง" VTS มุ่งให้การศึกษาถ่ายทอดเฉพาะความเชื่อที่มีพลัง แต่พลังนั้นต้องมาจากความจริงด้วย VTS ไม่ส่งเสริมเรื่อง อุปาทานหมู่,สะกดจิต,การกดดัน

...................มีผู้เข้าใจ การดำเนินงานของ VTS ผิดเป็นจำนวนมาก ว่า VTS ได้ใช้ VTS กดดัน,ครอบงำทางความคิด ซึ่งกล่าวโดยเนื้อหาแล้วค่อนข้างผิด จากมุมมองที่กว้างขึ้นของ VTS เห็นได้ชัดเจนว่ากำลัง"ขยาย" มิใช่ "ครอบ" หลายคนตีความไปโดยไม่ดูเหตุผลว่า อะไรคืออะไร เป็นเรื่องน่าสงสารสำหรับการศึกษาในประเทศไทยที่ไม่อาจยกระดับจิตใจผู้ที่ สนใจในเรื่อง Wise นั้นๆ


FAQ

Q:กล้าพูดหรือไม่ ว่าคลุกคลีกับ Wicca มาตลอด
A:กล้า! แต่ 2 ปีให้หลังมานี้ ไม่ได้คลุกคลีเลย ห่างมาก สมัยก่อนคลุกคลีอยู่ในวงใน ทำบทความอะไรก็พูดถึงแต่ Wicca เขาเป็นเหมือนศาสตร์ใหญ่ เราช่วยเขา ส่งเสริมเขา

Q:กล้าพูดหรือไม่ ว่า Wicca ในไทยเสื่อมแล้ว
A:เท่าที่ตาแลเห็น กล้านะ! เพราะมีโครงการฟื้นฟูอะไรกันขึ้นมา เป็นสิ่งที่ดีอนุโมทนา สิ่งที่อยากเห็นมากกว่า คือ ผู้ที่เรียกตัวเองว่า Wicca ต้องออกมาเคลื่อนไหว คือ ไปช่วยเหลือโครงการนั้น

Q:ทำไม VTS ไม่มี Wicca
A: เขาไม่เข้ามา เพราะกลัวโดนล้างสมองมั้ง น่าขบขัน VTS เองได้พูดไปหลายครั้งแล้วว่า เรามีสมาชิกที่หลากหลาย แต่เขาก็ไม่เชื่อ นี่เป็นน้ำใจอิสระ(Free will)ที่เขาจะไม่เชื่อ อย่างการที่พูดถึง ความเป็น Eclectic Wicca ที่รับทุกอย่างได้ แต่กลับมีอคติกับบางอย่างนี้แย้งกัน เป็นเรื่องของ"คนหลงชีวิต"มากกว่า เรื่องของศาสตร์นะ

Q:VTS ให้ความสนใจกับองค์ความรู้ของ Wicca หรือไม่
A: VTS ให้ความสนใจกับองค์ความรู้ที่ Wicca ยืมมา เรียกเช่นนี้จะถูกกว่า ตลอดเวลา VTS พยายามศึกษาทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นว่า มันเกิดเช่นนี้ๆ เช่นนั้นๆ อะไรทำให้ นักคิดคนนั้นเขียนงานแบบนี้ ปูมหลังเป็นอย่างไร เราศึกษาลึกขึ้น และเด็กของเราต้องลึกตามด้วย

Q:แล้ว VTS ศาสตร์อะไร?
A:ตัวของ VTS ไม่มีศาสตร์ แต่บุคคลากรบางคนของ VTS อาจมีศาสตร์ (แน่นอน เขาจะไม่มีก็ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีที่ไม่มีศาสตร์) VTS มองว่า ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่แล้ว เรื่องสังกัด หรือ ศาสตร์ เรื่องของเรื่องคือ ต้องจับมือการทำงาน ถ้าเราไม่จับมือกันผนึกกำลังกัน เราสร้างกระแสให้สังคมไม่ได้ คนเขลาก็ยังไหว้ต้นไม้ขอหวยอยู่อย่างนั้นๆ,คนที่คิดอะไรเพี้ยน ทรงเจ้าเข้าผี พร่ำเพรื่อก็ยังอยู่อย่างนั้นๆ ตอนนี้ คงยังทำอะไรให้สังคมไม่ได้ เพราะคนยังไม่มี

Q:เพราะภาพของ VTS นำโดยผู้นำชื่อ M.O.Darkness หรือเปล่า?ซึ่งปัจจุบันหันไปเคร่งคาทอลิก ทำให้ VTS ไม่เป็นกลาง
A:เป็นมุมมองของคนเขลา เพราะปัจจุบันฝ่าย Folklore มักออกหน้าเสมอในการทำกิจกรรมต่างๆ ฝ่ายศาสนาเป็นผู้สนับสนุน(Back up) ให้ด้านวิชาการ ซึ่งเป็นสิทธิที่ฝ่ายศาสนาจะค้นคว้าได้? VTS เองก็พยายามพัฒนาบุคคลากรเพิ่มเพื่อลบภาพนั้น จึงต้องมี Trip ยังไงล่ะ เป็นเรื่องของอคติมากกว่า ซึ่งไม่ผิดอะไร สมาชิก VTS เราก็มีอคติกับบางเรื่อง คนอื่นจะมีอคติบ้างก็ยุติธรรมดี เราก็บกพร่องด้วยกันทั้งนั้น

Q:ถ้าฝากอะไรไปบอก Wicca หรือ โครงการฟื้นฟูได้ จะบอกอะไร
A:ขออนุโมทนาสำหรับความตั้งใจดี ที่จะเติมเต็มสิ่งที่มีอยู่ในบริบูรณ์ขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องมีใช่การครอบงำทางความคิด ว่านั้นเป็นบทสรุป นี้เป็นบทสรุป ยินดีที่ได้เห็น "การเกิดขึ้น และตั้งอยู่" ของ Wicca กับความพยายามจะพัฒนา ขอให้ผู้สนใจที่ได้ศึกษาในแนวทางนั้นบรรลุถึงความดีพื้นฐานเป็นปฐม และมีความเข้าใจมากพอจะเห็นความงดงามของศาสนาซึ่งมีมาอยู่แล้วเช่นกัน 

 

คัดลอก+ดัดแปลงมากจาก ที่นี้

Aristotle : The 4 Causes

posted on 23 May 2008 15:05 by carinatedien  in Knowleage

 

ดีค๊าบ หายไปนานมากๆ...= =" ตัวขี้เกียจไต่หลัง...อย่างไรก็ต้องขอบคุณเสียงตอบรับทุกๆ เสียงนะขอรับ ^^

วันนี้มาต่อเรื่อง อริสโตเติ้ล...ดองไว้เกลือขึ้นแล้ว ปัดๆ


ดูรูปเดิมก่อน...อิอิ...

จากคราวที่แล้ว เราจะเห็นว่า เพลโต สนใจแต่โลกของแบบ หรือ พูดให้เข้าใจง่าย โลกทางความคิด...ทำให้เค้าไม่สนใจโลกของวัตถุ"เลย"
และนั้น ก็เป็นสิ่งที่ อริสโตเติล ผู้เป็นลูกศิษย์ บอกว่าเป็นขอเสียของเค้าแหละครับ

Aristotle : The 4 Causes

ประวัติคาวๆ คร่าวๆ ของลุงคนนี้ เป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งหมอ และนักชีววิทยา ลุงอริสโตเติลไม่มีงานเขียนด้านปรัชญาของตัวเองจริงๆ ครับ มีแต่ เล็กเชอร์ของนักเรียนที่เอามารวมๆ กันเป็นเล่มได้ 2 เล่มใหญ่ๆ เรียก "นิโครมาเคียน อิธิกส์" (Nicomachean Ethics) แต่เรายังอยู่ในส่วนของ Metaphysic อยู่งับ เพราะฉะนั้นเรื่องจริยศาสตร์ค่อยพูดกันทีหลัง

ครั้งที่แล้วเพลโตบอกว่า Form(แบบ) กับ Metter(วัตถุ) อยู่แยกจากกัน อิสระโดยสิ้นเชิง เหมือน ยูนิคอร์น ที่ไม่มีจริงในโลกของวัตถุแต่มีอยู่ในโลกของความคิด แต่พอมาถึงอริสโตเติ้ล เค้ากลับมองว่า ทั้ง Form และ Metter ต้องอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มี Metter ก็ไม่มี Form ถ้าไม่มี Form ก็ไม่มี Metter ทั้ง 2 สิ่งจึงต้องอยู่ร่วมกัน...งงละสิ เช่น เรามีแบบของแมวได้ เพราะว่า เราเคยเห็นแมวมาแล้วนั้นเอง...เอ้า...แล้วอย่าง ยูนิคอร์น ละ...อริสโตเติ้ลก็จะบอกว่าเรา เพราะเราเรียนรู้โลกของวัตถุ จึงเกิดเป็น "แบบ" ในความคิดเรา...เราต้องเคยได้ยินคำว่า ยูนิคอร์น มาก่อน เราถึงรู้ว่ามันมีแบบของยูนิคอร์นอยู่ด้วย ดังนั้นเอง สรุป ความคิดของอริสโตเติ้ล "Form+Metter" เสมอ

ดังนั้นเอง หลังจากที่เพลโตลอยขึ้นฟ้า อริสโตเติ้ลจึงพาเรากลับลงมาบนดินอีกครั้ง...เหมือนในรูปนั้นแล

ที่นี้มาถึงคำถามคราวที่แล้ว เกี่ยวกับ ไข่กับไก่ย่าง...อะไรเกิดก่อน...ผมคงตอบไม่ได้ แต่อริสโตเติ้ลบอกได้ว่ามันมีจุดเปลี่ยนยังไง นั้นก็คือเรื่องของ 4 Causes
อริสโตเติ้ลได้ตอบคำถามที่ โลกของแบบไม่สามารถพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงได้ ก็ 4 Causes นี่แหละคับ

1. The material cause : เหตุแห่งวัตถุ เปรียบคือ หินอ่อน
2. The formal cause : เหตุแห่งรูปแบบ เปรียบคือ พิมพ์เขียว
3. The efficient cause : เหตุแห่งศักยภาพ เปรียบคือ ผู้แกะสลัก , เวลา (เป็น Movement)
4. The final cause : เหตุสุดท้าย เปรียบคือ รูปสลักที่เสร็จแล้ว (เป็นเหตุที่สำคัญที่สุด เพราะกำหนดเหตุทั้ง3ข้างบน)

ในสิ่งๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นอีกสิ่ง นั้นอาศัย ต้นเหตุทั้ง 4 ประการนี่แล

ถ้าจะเข้าใจบทความนี้ง่ายๆ ต้องจินตนาการ เส้นของเวลา(Time Line)
เรามีไข่เป็น เหตุแห่งวัตถุ (Meterial Cause) ไข่ฟองนี้มี "แบบ" ของไข่ ซึ่งมีศักยภาพจะกลายเป็น ไก่ ซึ่งเป็น เหตุสุดท้าย(Final Cause)ของไข่อีกที แน่นอน ไก่ก็มีแบบของมันเหมือนกัน เมื่อเวลาผ่านไป ไข่ จะกลายเป็นไก่ใน 21 วัน(Efficient Cause) เพราะในไข่ มีพิมพ์เขียวของไก่แฝงอยู่(Formal Cause) แต่ ไข่ และ ไก่บน Time Line เคยเป็นสิ่งเดียวกัน...งงไหมเนี้ย


มีรูปอุบาทๆ ให้ดูประกอบจินตนาการ = ="

ในตรงข้าม จากไก่ ทำ ไข่...ก็ดำเนินอยู่บน Time Line โดย หลักการเดียวกัน
แม้แต่มนุษย์ จากเด็กอายุ 10 ขวบ ไปสู่ผู้ใหญ่อายุ 20 ปี เรียกว่ามี Form แบบ เป็นวินาที/วินาที ในทางนามธรรม


สุดท้ายนี้ มี Tip เล็กน้อย สำหรับการเรียนปรัชญา : ปรัชญาเรียนอย่างเข้าใจงับ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อ เราเข้าใจความคิดของนักปรัชญาได้ โดยไม่ต้องเห็นว่ามันถูกต้อง ดั่งเช่นที่ อริสโตเติ้ลก็มองว่า ความคิดของเพลโตไม่ถูก...เช่นนี้แล้ว ความรู้จึงมีการต่อยอดและพัฒนา...ลัลลัลล้าาา~~

MetaPhysics : Idealism

posted on 16 May 2008 16:17 by carinatedien  in Knowleage

 

ดีใจมากมาย มีคนเม้น แถมขึ้น Hot ด้วย...แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีก็เถอะ  ก็เลย รีบ.....วิ่งมาลงเพิ่มอีก (นี่รีบแล้วนะเนี้ย) ก่อนอื่นขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์ค้าบ...

คราวที่แล้วพูดถึงแขนงกว้างๆ ของ ปรัชญา แล้ว ติดเรื่อง MetaPhysics ไว้นิดหน่อย เรื่อง โลกของแบบ เพราะผมคิดว่า โลกของแบบเป็นตัวอย่างของ Metaphysics ที่ชัดเจน นะขอรับ ทิ้งไว้นานๆ ก็กลัวจะงง จนลืม 55+ วันนี้เลยไขข้อข้องใจกันต่อ

ณ ตรงนี้คงไม่สามารถพูดได้หมด เพราะการเรียนปรัชญาที่ดีที่สุดคือการถกเถียง...บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจเอง แต่คนอื่นอาจจะเห็นอีกอย่าง อาจารย์ที่สอนเค้าก็บอกแล้วว่าจริงๆมันลึกมากๆ (อันนี้...ขอเม้านิดนึ่ง...ว่าคนเขียนเค้าคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ พวกเรามาตีความกันลึกเอง เหอๆ ) เอาเตอะ ครับ ผมจะพยายามให้ดีที่สุด

จำไม่ได้แล้วว่ารูปนี้ใครวาด เป็นส่วนหนึ่งของรูปที่มีชื่อว่า Acadamy (ถ้าจำไม่ผิดนะขอรับ) คือเป็นรูปที่รวมนักปรัชญาสมัยเก่ามาอยู่ในรูปเดียว ที่เด่นชัดอยู่ตรงกลาง คือรูปนี้เอง คนด้านซ้ายคือ เพลโต ส่วนทางขวาคือ อริสโตเติ้ล ศิษย์ของเพลโตอีกที อยากให้สังเกตที่มือของทั้งคู่นิดหนึ่งคับ จะเห็นได้ว่า เพลโตชี้นิ้วขึ้นฟ้า ส่วนอริสโตเติ้ล ชี้ไปข้างหน้า...อันนี้เป็นความหมายแฝงของอภิปรัชญาของทั้งคู่ครับ...

เพลโต กับ Idealism (จิตนิยม)

ผมคงไม่พูดถึงประวัติของพี่แก เพราะ มิสามารถจำได้ แต่น่าจะเคยได้ยินคร่าวๆ ว่าพี่ท่านเป็นลูกศิษย์โสเกรตีส ตอนโสเกรตีสเสียชีวิต เพลโตน่าจะอยู่ในวัยหนุ่มขอรับ แต่อันที่จริงแล้ว โสเกรตีสชายหลังค่อมท่าทางเงอะงะ ไม่เคยรับลูกศิษย์ เพราะเค้าคิดว่า "I know that I know Nothing." เป็นวลีเด็ดของแก...โอเค ติดไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะพาออกทะเล...อิอิ

กลับมาที่เราก่อน ท่านผู้อ่านเคยคิดเรื่องนี้ไหมครับ...สมมุติเราเห็น "แมว" ตัวหนึ่ง

แมวเมิ๊ยวๆ

นี่คือแมว

แมวอ้วนนน
แมวจะอ้วนก็ยัง "แมว"
แมวเหมือนกัน
แมวๆๆ...
เราก็ยังเห็นว่าเป็นแมว ต่อให้แมวตัวนั้นพิการมีขาเดียวก็ตามที เราๆก็ยังระบุได้ว่าเป็นแมว "โลกของแบบ" หรือ "World of Form" จึงเกิดขึ้นในความคิดของเพลโต เขาเชื่อว่าวัตถุ(Matter)ที่อยู่บนโลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ เขาจึงคิดว่าไม่สามารถหา The truth ได้ในโลกของวัตถุ...ซึ่งก็คือโลกทางกายภาพ...
แต่ถ้าหากเรานึกถึง "แมว" เราย่อมนึกถึง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มี 4 ขา 1 หาง 2 ตา 2 หู เอาเป็นว่า เราไม่นึกถึงแมวพิการอยู่แล้ว แล้วคงไม่นึกถึงแมวอ้วนด้วย นั้นก็เพราะว่าในความคิดเรามี "Form" หรือ "แบบ" ของสิ่งต่างๆ อยู่ สำหรับเพลโตแล้ว Form ไม่จำเป็นต้องอยู่กับวัตถุ ดังนั้น The truth จึงไม่จำเป็นต้องหาจากโลกปกติ แต่อยู่ในความคิด หรือ Ideal ของเรา...
และนั้น ก็ทำให้ รูปวาดของเพลโตชี้นิ้วขึ้นฟ้า...ไงครับ
เอาละ...ที่นี้ บางคนอาจจะยังไม่เห็นด้วยกับเพลโต ไม่เป็นไร ขณะนี้เรากำลังอยู่บนเที่ยวบินสำรวจประวัติศาสตร์ความคิดอยู่ แหะๆ ความคิดของเพลโตอาจจะดูพื้นๆ แต่ก็เป็นพื้นฐานต่อญาณวิทยาในอนาคตไม่น้อย เรียกว่า ถึง Basic แต่ไม่เข้าใจก็จอดครับ
คราวหน้าจะพูดถึง อริสโตเติ้ล ต่อ...อิอิ ปล่อยหมด เดี๋ยวหมดมุข...
วันนี้ก็รับประทานเพลโตเป็นของว่างแล้วกันครับ
จาก #1  by  NBlue2Sky
Form คือ แบบ ของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใน"ความคิด"เราคับ Formของเพลโตไม่ติดกับวัตถุ(metter) นั้นหมายความว่า Form มีของมันอยู่แล้วในความคิดเรา ไม่จำเป็นต้องมีวัตถุ(metter) Formก็อยู่ของมันได้ อิสระจากวัตถุ เช่น ยูนิคอร์น มังกร อะไรแบบนี้ครับ คือ มีตัวตนในความคิดเราแต่ ไม่มีตัวตนเป็นวัตถุ (ตัวอย่าง อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะ แต่คงได้ Idea คร่าวๆ นะคับ) แล้วจะต่อ อริสโตเติ้ล เปรียบเทียบแล้วน่าจะเข้าใจมากขึ้นฮะ
#2  by  Seta Brahms 
ทัศนะของเพลโตเป็น "นามธรรม" ครับ เพราะฉะนั้นจะเอามาวัดกับรูปธรรมคงไม่ได้ เพราะยังไง พี่แกก็มองว่า ในโลกของแบบ(Form)ซึ่งอยู่ในหัวของเรา กับ วัตถุ(Metter) มันไม่เกี่ยวกัน แยกกันเด็ดขาด ไก่มี"แบบ"ของไก่ ส่วนไข่มี"แบบ"ของไข่ (แบบ=Form) ไก่กลายเป็นไข่ และไข่กลายเป็นไก่จะอธิบายชัดขึ้นในส่วนของอริสโตเติ้ลมากกว่า ผมเข้าใจว่า การเปรียบเทียบว่าในทัศนะของเพลโตไก่จะเกิดก่อนไข่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายมากกว่าอะคับ
#3 by Menamarea
อภิปรัชญา = วิชาว่าด้วยความจริงสูงสุด...งืมม...โดยส่วนตัวคิดว่าคำว่า Metaphysic จะอธิบายหลักการของวิชาแขนงนี้มากกว่า เพราะคำว่า "ความจริงสูงสุด" มันออกไปทางศาสนา Metaphysic ปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่เป็น"ที่สุด" และ วิชาทางปรัชญาทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นญาณวิทยา หรือ สุนทรียศาสตร์ ต่างมีจุดมุ่งหมายที่ ความจริงสูงสุด หรือ The truth อยู่แล้วคับ (รู้สึกว่าเคยคุยกับรุ่นพี่ในเอกอยู่ว่า อภิปรัชญา มันแปลผิด เหอๆ)
ส่วนบรรดา "นิยม" ทั้งหลาย มาจาก "-ism" เป็นแนวความคิดที่แบ่งแยกย่อยออกมาอีก เช่น จิตนิยม(Idealism) กับ สัจจะนิยม(Realism) จะมีแนวคิดทางด้านอภิปรัชญา ญาณวิทยา ฯลฯ แตกต่างกันอยู่บ้าง จะเทียบง่ายๆ ก็คือ Metaphysics,Ethic ฯลฯ พวกนี้เป็นการแบ่งประเภท การศึกษาทางปรัชญา เป็นถนนสายหลัก ส่วนบรรดา "-ism" ทั้งหลาย จะเป็นตรอกซอกซอยต่างๆ (แถมเชื่อมถึงกันได้ด้วย) แบ่งแยกตามแนวความคิด...จ้า

edit @ 18 May 2008 00:22:53 by !!!~.C.D.~!!!