ตะกี้กินข้าวเย็นไปด้วย
ดูทีวีไปด้วย
แล้วก็ได้ดูรายการ "ตะลุยโรงหมอ"
วันนี้เสนอเรื่องงงง~~ (เสียงโดเรม่อนหน่อยนะ) "โรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์" เม้อๆๆ~~ ... แล้วพิธีกรก็พาไปคุยกับคุณหมอ คุณหมอจึงได้ไขความกระจ่าง เกี่ยวกับวิธีระวัง การตรวจรักษา และให้ความรู้เกี่ยวกับสมองด้วย ว่าแต่ละส่วนทำงานยังไงอย่างไร ควบคุมส่วนไหน...ซึ่งงงง~~ ผมลืมไปหมดแล้วคับ
แต๊~~ ...วันนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องขมอง น่าปวดหัว...แต่...เผอิ๊ญ(เสียงสูงๆ) รายการนี้ทำให้ผมฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง
อันที่จริงอยากจะลงไว้หลังจากอธิบายพื้นฐานของปรัชญาเกี่ยวกับการแบ่งสาขา อย่าง อภิปรัชญา จริยศาสตร์ ฯลฯ เพราะไม่อยากให้น้องๆ ต้องดำน้ำไปเก็ตได้หลังจากเรียนและสอบปรัชญาเสร็จไปแล้ว หรืออาจจะไม่เก๊ตอีกเลย 55+
อีกเรื่องที่ต้องยกไว้ คือ เอ็นทรี แนะนำน้องเมจิก
อนึ่ง เพราะไม่อยากนั่งเขียนเป็นปื้ดๆ น่าเบื่อหน่าย เพราะตัวกระผมเขียนไว้ที่นั้นที่นี้มากมายกายกอง เลยว่าจะหาบุคคลที่ 3 สัมภาษณ์ เปลี่ยนรสชาดซะหน่อย
ยังไงก็อย่าลืมติดตามนะคับ...คอมเม้นน้อยเหลือเกินเศร้าใจ
เข้าเรื่องดีกว่า...
เพิ่งจะเข้านะเนี้ย...สืบเนื่องจาก "ตะลุยโรงรับจำนำหมอ" มันทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งประจวบเหมาะทำให้เกิดเอ็นทรีนี้ในทันควัน จำต้องกระโดดออกมาก่อนเรื่องพื้นฐาน...แหะๆ...เอาละเรื่องที่ว่านี้ อยากให้ลองคิดตามนะคับ...ลองคิดดูว่าก่อนยุคปัจจุบันที่มนุษย์สามารถวาดแผนผังการทำงานของสมองได้ ว่าส่วนไหนมีหน้าที่อย่างไร ควบคุมระบบอะไร ทำงานยังไง...มนุษย์ศึกษาวิชาแพทย์อย่างไร
หลายคนคิดออกแล้ว หลายคนยังทำหน้างงๆ อยู่...ต้องบอกว่ากระบวนการนั้นสมัยก่อนยังสยองนักครับ นอกจาก การศึกษาจากศพที่พึ่งตายใหม่ๆ แล้วยังศึกษาจาก "นักโทษเป็นๆ" ด้วย
ไม่เช่นนั้น คงไม่สามารถทราบได้ว่า สมองของคนเราที่เป็นวุ้นๆ ก้อนๆ นั้น ทำงานยังไงทำหน้าที่อะไร หนทางเดียวคือผ่าจากคนเป็นแล้วเอาไฟฟ้ากระตุ้นส่วนนั้น เพื่อดูปฏิกิริยา...อ๊ากกกก คิดแล้วสยองงง >____< ช่างเป็นวิธีที่ "ผิดหลักมนุษยธรรมและจริยธรรม" จริงๆ
แต่...หากมาลองคิดมุมกลับ แม้จะเป็นการทดลองที่โหดร้าย เลือดเย็น แต่ก็เป็นความรู้สดๆ ที่ต่อยอดมาให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันอยู่อย่างสุขสบาย มีวิธีรักษาโรคที่ช่วยมนุษย์ได้นับหลายล้าน เพียงแค่สละชีวิตของคนไม่กี่คนเท่านั้น
...วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดของ "ประโยชน์นิยม หรือ utilitarianism" ครับ
รูปจากวิกิพิเดีย
บิดาของประโยชน์นิยม คือ John Stuart Mill (จอร์น สจ๊วต มิล)...ลุงมิล เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษในยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งหลักการแบบ ประโยชน์นิยมของแก นั้นหลังจากได้รับการเผยแพร่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแบบไม่ต้องสงสัย
มาดูหลักการของแกก่อนอันดับแรก...หลักการประโยชน์นิยมนั้นว่าด้วยการนำความสุขจำนวนมากที่สุดมาสู่คนจำนวนมากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจการกระทำว่ามายังไง คือ พูดง่ายๆ ก็คือ ดูที่ผลนั้นเอง ดังเช่นตัวอย่างที่ยกไปข้างต้นว่า แม้จะต้องฆ่าคนจำนวนหนึ่งแล้วได้ความรู้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ก็ไม่ผิดอะไร...จึยยยย~~
หลักการนี้มีการนำไปใช้จริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยประธานาธิปดีเชอชิล เนื่องจากหน่วยถอดรหัสของอเมริกาสามารถถอดรหัสได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะลงระเบิดทำลายเมืองๆ หนึ่ง ถ้าเขาสั่งให้มีการอพยบของประชาชนเพื่อหลบระเบิด ก็จะเท่ากับเป็นการแจ้งให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า อเมริกามีหน่วยถอดรหัสนี้อยู่ รหัสจะถูกเปลี่ยนและต้องเสียเวลาแก้รหัสใหม่ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ขับขันอาจไม่ทันการอีก...สุดท้ายแล้วประธานาธิปดีเลือกจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ และสละชีพของประชากรในเมืองนั้นไป แต่ก็ทำให้หน่วยถอดรหัสนั้นอยู่รอด เป็นกำลังสำคัญให้อเมริกาชนะสงคราม และรักษาชีวิตของผู้คนจำนวนมาก(กว่า?) ในที่สุด...
มีคำถามไหมคับ? อยากถามอะไรลุงมิลบ้างรึเปล่า? เช่นว่า ความสุขของคนจำนวนมากนั้นดีจริงหรือ? แล้วจะเอาอะไรมาวัดความสุข? คำถามเหล่านี้มีคนถามแล้ว และ ลุงมิลแกตอบไว้แล้ว
เพื่อไม่ให้ฮาร์ดคอร์เกินไปเกินระดับอ่านเล่นขอสรุปไว้อย่างสั้นๆ เข้าใจง่าย เกี่ยวกับประเด็นคำถามต่อประโยชน์นิยม ซึ่งอันที่จริงรายละเอียดมันเยอะมาก ลุงมิลได้อธิบายไว้ยาววววววว สุดๆ....
ความสุขที่ลุงมิลแกพูดถึงนั้น มีผู้กระแนะกระแหนว่าความสุขที่ถือเอาคนส่วนมากเป็นหลักนั้นไม่ต่างอะไรจาก "การใช้ชีวิตแบบหมู" ลุงมิลแกจึงตอกในบัดดลว่ามนุษย์เราย่อมมีความสุขที่ต่างจากสัตว์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้หมายถึงความสุขที่ทุกคนเห็นชอบเท่านั้น แต่หมายถึงความสุขที่บุคคลที่มีลักษณะสูงส่ง(noble) เห็นชอบด้วยจะทำให้เข้าใกล้ความสุขที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะวัดว่าความสุขแบบไหนดีกว่านั้นก็ต้องให้คนที่เคยใช้ชีวิตทั้ง 2 แบบมาตัดสินว่าอะไรดี...(นานาจิตตังไปเปล่าลุง) และใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาเข้าร่วมด้วย...สุดท้ายแล้ว อย่าลืมนึกถึงคนส่วนรวมนะจ๊ะ ไม่ใช่ส่วนตน...เอาละงานนี้พี่ค้านท์(Immanual Kant) ค้านหัวชนฝาแน่ๆ
ถึงตรงนี้หลายคนอาจมองแนวคิดแบบนี้ไม่ดี...เพราะได้ปฏิเสธระบบความดีที่เบ็ดเสร็จกำหนดไว้แล้วว่า ห้ามโกหก ห้ามฆ่าสัตว์ แต่กระนั้นแนวคิดนี้ยังมีความสำคัญ กล่าวคือ ได้ตอบโจทย์ที่แนวคิดแบบอื่นๆ ทำไมได้ เช่น (ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว) ห้ามฆ่าสัตว์ แต่เรายังคงกินหมู เป็ด ไก่ กันได้อย่างเอร็ดอร่อย...(ไม่รู้สึกผิดกันบ้างเหรอ เราฆ่าหมูตั้งตัวหนึ่งเชียวนะ
) รวมไปถึง เรื่องการเลือกตั้ง ก็เป็นผลพวงจากแนวคิดนี้ เป็นต้น นี่ย่อมแสดงว่าเราได้ใช้แนวคิดนี้เป็นเรื่องปกติอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น แนวคิดนี้จึงถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรต่อไปแม้มันจะเลือดเย็นก็ตาม
จบ...ด้วยประการฉะนี้ เอวัง
ปล. ติชม ได้ตามอัตถยาศัย...ขอคอมเม้นเยอะๆ สาธุๆ...=/|\="