Knowleage

ไม่ได้เขียนงาน นานมากๆ แบบว่าแอบว่างนิดนึ่ง หวังว่าจะเขียนเอ็นทรีนี้เสร็จภายใน ครึ่งชั่วโมง

วิชาสุนทรียศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งที่เราเรียนใน Class ปรัชญา...ทำได้ไม่ดีนัก ได้แมวมากินนึ่งตัว...

เพราะงั้น เอ็นทรีนี้อาจจะไม่แม่นมาก เพราะ เก็บมาจากความทรงจำอันน้อยนิดใน Class นี้ ถ้าอยากทราบอะไรเพิ่มเติมคงต้องหา Seach เอาดูนะจ๊ะ

 

ใครคือ  Marcel Duchamp (อ่านว่า มาเซล ดูฌอมป์)?

เป็นนักศิลปะชาวฝรั่งเศส/อเมริกัน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้จุดประกายที่ยิ่งใหญ่ให้กับศิลปะของยุคศตวรรษที่ 20

ประวัติคร่าวๆ

Aristotle : The 4 Causes

posted on 23 May 2008 15:05 by carinatedien  in Knowleage

 

ดีค๊าบ หายไปนานมากๆ...= =" ตัวขี้เกียจไต่หลัง...อย่างไรก็ต้องขอบคุณเสียงตอบรับทุกๆ เสียงนะขอรับ ^^

วันนี้มาต่อเรื่อง อริสโตเติ้ล...ดองไว้เกลือขึ้นแล้ว ปัดๆ


ดูรูปเดิมก่อน...อิอิ...

จากคราวที่แล้ว เราจะเห็นว่า เพลโต สนใจแต่โลกของแบบ หรือ พูดให้เข้าใจง่าย โลกทางความคิด...ทำให้เค้าไม่สนใจโลกของวัตถุ"เลย"
และนั้น ก็เป็นสิ่งที่ อริสโตเติล ผู้เป็นลูกศิษย์ บอกว่าเป็นขอเสียของเค้าแหละครับ

Aristotle : The 4 Causes

ประวัติคาวๆ คร่าวๆ ของลุงคนนี้ เป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งหมอ และนักชีววิทยา ลุงอริสโตเติลไม่มีงานเขียนด้านปรัชญาของตัวเองจริงๆ ครับ มีแต่ เล็กเชอร์ของนักเรียนที่เอามารวมๆ กันเป็นเล่มได้ 2 เล่มใหญ่ๆ เรียก "นิโครมาเคียน อิธิกส์" (Nicomachean Ethics) แต่เรายังอยู่ในส่วนของ Metaphysic อยู่งับ เพราะฉะนั้นเรื่องจริยศาสตร์ค่อยพูดกันทีหลัง

ครั้งที่แล้วเพลโตบอกว่า Form(แบบ) กับ Metter(วัตถุ) อยู่แยกจากกัน อิสระโดยสิ้นเชิง เหมือน ยูนิคอร์น ที่ไม่มีจริงในโลกของวัตถุแต่มีอยู่ในโลกของความคิด แต่พอมาถึงอริสโตเติ้ล เค้ากลับมองว่า ทั้ง Form และ Metter ต้องอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มี Metter ก็ไม่มี Form ถ้าไม่มี Form ก็ไม่มี Metter ทั้ง 2 สิ่งจึงต้องอยู่ร่วมกัน...งงละสิ เช่น เรามีแบบของแมวได้ เพราะว่า เราเคยเห็นแมวมาแล้วนั้นเอง...เอ้า...แล้วอย่าง ยูนิคอร์น ละ...อริสโตเติ้ลก็จะบอกว่าเรา เพราะเราเรียนรู้โลกของวัตถุ จึงเกิดเป็น "แบบ" ในความคิดเรา...เราต้องเคยได้ยินคำว่า ยูนิคอร์น มาก่อน เราถึงรู้ว่ามันมีแบบของยูนิคอร์นอยู่ด้วย ดังนั้นเอง สรุป ความคิดของอริสโตเติ้ล "Form+Metter" เสมอ

ดังนั้นเอง หลังจากที่เพลโตลอยขึ้นฟ้า อริสโตเติ้ลจึงพาเรากลับลงมาบนดินอีกครั้ง...เหมือนในรูปนั้นแล

ที่นี้มาถึงคำถามคราวที่แล้ว เกี่ยวกับ ไข่กับไก่ย่าง...อะไรเกิดก่อน...ผมคงตอบไม่ได้ แต่อริสโตเติ้ลบอกได้ว่ามันมีจุดเปลี่ยนยังไง นั้นก็คือเรื่องของ 4 Causes
อริสโตเติ้ลได้ตอบคำถามที่ โลกของแบบไม่สามารถพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงได้ ก็ 4 Causes นี่แหละคับ

1. The material cause : เหตุแห่งวัตถุ เปรียบคือ หินอ่อน
2. The formal cause : เหตุแห่งรูปแบบ เปรียบคือ พิมพ์เขียว
3. The efficient cause : เหตุแห่งศักยภาพ เปรียบคือ ผู้แกะสลัก , เวลา (เป็น Movement)
4. The final cause : เหตุสุดท้าย เปรียบคือ รูปสลักที่เสร็จแล้ว (เป็นเหตุที่สำคัญที่สุด เพราะกำหนดเหตุทั้ง3ข้างบน)

ในสิ่งๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นอีกสิ่ง นั้นอาศัย ต้นเหตุทั้ง 4 ประการนี่แล

ถ้าจะเข้าใจบทความนี้ง่ายๆ ต้องจินตนาการ เส้นของเวลา(Time Line)
เรามีไข่เป็น เหตุแห่งวัตถุ (Meterial Cause) ไข่ฟองนี้มี "แบบ" ของไข่ ซึ่งมีศักยภาพจะกลายเป็น ไก่ ซึ่งเป็น เหตุสุดท้าย(Final Cause)ของไข่อีกที แน่นอน ไก่ก็มีแบบของมันเหมือนกัน เมื่อเวลาผ่านไป ไข่ จะกลายเป็นไก่ใน 21 วัน(Efficient Cause) เพราะในไข่ มีพิมพ์เขียวของไก่แฝงอยู่(Formal Cause) แต่ ไข่ และ ไก่บน Time Line เคยเป็นสิ่งเดียวกัน...งงไหมเนี้ย


มีรูปอุบาทๆ ให้ดูประกอบจินตนาการ = ="

ในตรงข้าม จากไก่ ทำ ไข่...ก็ดำเนินอยู่บน Time Line โดย หลักการเดียวกัน
แม้แต่มนุษย์ จากเด็กอายุ 10 ขวบ ไปสู่ผู้ใหญ่อายุ 20 ปี เรียกว่ามี Form แบบ เป็นวินาที/วินาที ในทางนามธรรม


สุดท้ายนี้ มี Tip เล็กน้อย สำหรับการเรียนปรัชญา : ปรัชญาเรียนอย่างเข้าใจงับ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อ เราเข้าใจความคิดของนักปรัชญาได้ โดยไม่ต้องเห็นว่ามันถูกต้อง ดั่งเช่นที่ อริสโตเติ้ลก็มองว่า ความคิดของเพลโตไม่ถูก...เช่นนี้แล้ว ความรู้จึงมีการต่อยอดและพัฒนา...ลัลลัลล้าาา~~

MetaPhysics : Idealism

posted on 16 May 2008 16:17 by carinatedien  in Knowleage

 

ดีใจมากมาย มีคนเม้น แถมขึ้น Hot ด้วย...แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีก็เถอะ  ก็เลย รีบ.....วิ่งมาลงเพิ่มอีก (นี่รีบแล้วนะเนี้ย) ก่อนอื่นขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์ค้าบ...

คราวที่แล้วพูดถึงแขนงกว้างๆ ของ ปรัชญา แล้ว ติดเรื่อง MetaPhysics ไว้นิดหน่อย เรื่อง โลกของแบบ เพราะผมคิดว่า โลกของแบบเป็นตัวอย่างของ Metaphysics ที่ชัดเจน นะขอรับ ทิ้งไว้นานๆ ก็กลัวจะงง จนลืม 55+ วันนี้เลยไขข้อข้องใจกันต่อ

ณ ตรงนี้คงไม่สามารถพูดได้หมด เพราะการเรียนปรัชญาที่ดีที่สุดคือการถกเถียง...บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจเอง แต่คนอื่นอาจจะเห็นอีกอย่าง อาจารย์ที่สอนเค้าก็บอกแล้วว่าจริงๆมันลึกมากๆ (อันนี้...ขอเม้านิดนึ่ง...ว่าคนเขียนเค้าคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ พวกเรามาตีความกันลึกเอง เหอๆ ) เอาเตอะ ครับ ผมจะพยายามให้ดีที่สุด

จำไม่ได้แล้วว่ารูปนี้ใครวาด เป็นส่วนหนึ่งของรูปที่มีชื่อว่า Acadamy (ถ้าจำไม่ผิดนะขอรับ) คือเป็นรูปที่รวมนักปรัชญาสมัยเก่ามาอยู่ในรูปเดียว ที่เด่นชัดอยู่ตรงกลาง คือรูปนี้เอง คนด้านซ้ายคือ เพลโต ส่วนทางขวาคือ อริสโตเติ้ล ศิษย์ของเพลโตอีกที อยากให้สังเกตที่มือของทั้งคู่นิดหนึ่งคับ จะเห็นได้ว่า เพลโตชี้นิ้วขึ้นฟ้า ส่วนอริสโตเติ้ล ชี้ไปข้างหน้า...อันนี้เป็นความหมายแฝงของอภิปรัชญาของทั้งคู่ครับ...

เพลโต กับ Idealism (จิตนิยม)

ผมคงไม่พูดถึงประวัติของพี่แก เพราะ มิสามารถจำได้ แต่น่าจะเคยได้ยินคร่าวๆ ว่าพี่ท่านเป็นลูกศิษย์โสเกรตีส ตอนโสเกรตีสเสียชีวิต เพลโตน่าจะอยู่ในวัยหนุ่มขอรับ แต่อันที่จริงแล้ว โสเกรตีสชายหลังค่อมท่าทางเงอะงะ ไม่เคยรับลูกศิษย์ เพราะเค้าคิดว่า "I know that I know Nothing." เป็นวลีเด็ดของแก...โอเค ติดไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะพาออกทะเล...อิอิ

กลับมาที่เราก่อน ท่านผู้อ่านเคยคิดเรื่องนี้ไหมครับ...สมมุติเราเห็น "แมว" ตัวหนึ่ง

แมวเมิ๊ยวๆ

นี่คือแมว

แมวอ้วนนน
แมวจะอ้วนก็ยัง "แมว"
แมวเหมือนกัน
แมวๆๆ...
เราก็ยังเห็นว่าเป็นแมว ต่อให้แมวตัวนั้นพิการมีขาเดียวก็ตามที เราๆก็ยังระบุได้ว่าเป็นแมว "โลกของแบบ" หรือ "World of Form" จึงเกิดขึ้นในความคิดของเพลโต เขาเชื่อว่าวัตถุ(Matter)ที่อยู่บนโลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ เขาจึงคิดว่าไม่สามารถหา The truth ได้ในโลกของวัตถุ...ซึ่งก็คือโลกทางกายภาพ...
แต่ถ้าหากเรานึกถึง "แมว" เราย่อมนึกถึง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มี 4 ขา 1 หาง 2 ตา 2 หู เอาเป็นว่า เราไม่นึกถึงแมวพิการอยู่แล้ว แล้วคงไม่นึกถึงแมวอ้วนด้วย นั้นก็เพราะว่าในความคิดเรามี "Form" หรือ "แบบ" ของสิ่งต่างๆ อยู่ สำหรับเพลโตแล้ว Form ไม่จำเป็นต้องอยู่กับวัตถุ ดังนั้น The truth จึงไม่จำเป็นต้องหาจากโลกปกติ แต่อยู่ในความคิด หรือ Ideal ของเรา...
และนั้น ก็ทำให้ รูปวาดของเพลโตชี้นิ้วขึ้นฟ้า...ไงครับ
เอาละ...ที่นี้ บางคนอาจจะยังไม่เห็นด้วยกับเพลโต ไม่เป็นไร ขณะนี้เรากำลังอยู่บนเที่ยวบินสำรวจประวัติศาสตร์ความคิดอยู่ แหะๆ ความคิดของเพลโตอาจจะดูพื้นๆ แต่ก็เป็นพื้นฐานต่อญาณวิทยาในอนาคตไม่น้อย เรียกว่า ถึง Basic แต่ไม่เข้าใจก็จอดครับ
คราวหน้าจะพูดถึง อริสโตเติ้ล ต่อ...อิอิ ปล่อยหมด เดี๋ยวหมดมุข...
วันนี้ก็รับประทานเพลโตเป็นของว่างแล้วกันครับ
จาก #1  by  NBlue2Sky
Form คือ แบบ ของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใน"ความคิด"เราคับ Formของเพลโตไม่ติดกับวัตถุ(metter) นั้นหมายความว่า Form มีของมันอยู่แล้วในความคิดเรา ไม่จำเป็นต้องมีวัตถุ(metter) Formก็อยู่ของมันได้ อิสระจากวัตถุ เช่น ยูนิคอร์น มังกร อะไรแบบนี้ครับ คือ มีตัวตนในความคิดเราแต่ ไม่มีตัวตนเป็นวัตถุ (ตัวอย่าง อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะ แต่คงได้ Idea คร่าวๆ นะคับ) แล้วจะต่อ อริสโตเติ้ล เปรียบเทียบแล้วน่าจะเข้าใจมากขึ้นฮะ
#2  by  Seta Brahms 
ทัศนะของเพลโตเป็น "นามธรรม" ครับ เพราะฉะนั้นจะเอามาวัดกับรูปธรรมคงไม่ได้ เพราะยังไง พี่แกก็มองว่า ในโลกของแบบ(Form)ซึ่งอยู่ในหัวของเรา กับ วัตถุ(Metter) มันไม่เกี่ยวกัน แยกกันเด็ดขาด ไก่มี"แบบ"ของไก่ ส่วนไข่มี"แบบ"ของไข่ (แบบ=Form) ไก่กลายเป็นไข่ และไข่กลายเป็นไก่จะอธิบายชัดขึ้นในส่วนของอริสโตเติ้ลมากกว่า ผมเข้าใจว่า การเปรียบเทียบว่าในทัศนะของเพลโตไก่จะเกิดก่อนไข่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายมากกว่าอะคับ
#3 by Menamarea
อภิปรัชญา = วิชาว่าด้วยความจริงสูงสุด...งืมม...โดยส่วนตัวคิดว่าคำว่า Metaphysic จะอธิบายหลักการของวิชาแขนงนี้มากกว่า เพราะคำว่า "ความจริงสูงสุด" มันออกไปทางศาสนา Metaphysic ปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่เป็น"ที่สุด" และ วิชาทางปรัชญาทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นญาณวิทยา หรือ สุนทรียศาสตร์ ต่างมีจุดมุ่งหมายที่ ความจริงสูงสุด หรือ The truth อยู่แล้วคับ (รู้สึกว่าเคยคุยกับรุ่นพี่ในเอกอยู่ว่า อภิปรัชญา มันแปลผิด เหอๆ)
ส่วนบรรดา "นิยม" ทั้งหลาย มาจาก "-ism" เป็นแนวความคิดที่แบ่งแยกย่อยออกมาอีก เช่น จิตนิยม(Idealism) กับ สัจจะนิยม(Realism) จะมีแนวคิดทางด้านอภิปรัชญา ญาณวิทยา ฯลฯ แตกต่างกันอยู่บ้าง จะเทียบง่ายๆ ก็คือ Metaphysics,Ethic ฯลฯ พวกนี้เป็นการแบ่งประเภท การศึกษาทางปรัชญา เป็นถนนสายหลัก ส่วนบรรดา "-ism" ทั้งหลาย จะเป็นตรอกซอกซอยต่างๆ (แถมเชื่อมถึงกันได้ด้วย) แบ่งแยกตามแนวความคิด...จ้า

edit @ 18 May 2008 00:22:53 by !!!~.C.D.~!!!