Basic of Philosophy:ถนนเส้นหลัก

posted on 14 May 2008 09:14 by carinatedien  in Knowleage

 

 ไม่ได้เขียนซะนาน...แบบว่าน้อยใจ คนเม้นน้อย อุอุ....แต่ไม่เป็นไรเมื่อเรามีอารมณ์ เราก็จะกลับมา จะไม่พยายามทิ้งไปนานๆ...อิอิ ...ฟันคุดที่ผ่าออกไปดีขึ้นเยอะ แต่มันเปงหลุมอุกกาบาตใหญ่ๆ อยู่ในเหงือก ก็ช่างมันไม่เจ็บแล้ว หายไวกว่าที่คิด...อิอิ

วันนี้จะมาขยายความเกี่ยวกับปรัชญา ว่าควรจะรู้อะไรบ้างเพื่อไม่ให้สับสนเรื่องแขนงความรู้ เหมือนกับถ้าเรียนหมอก็คงแบ่งเป็นส่วนๆ เพราะการทำงานไม่เหมือนกัน ของปรัชญาจะเป็น แนวคิดที่ตีกรอบไม่เหมือนกันตามแต่ละแขนง ไม่รู้ว่าส่วนนี้จะเขียนได้ดีแค่ไหน...จะทำให้เข้าใจมากขึ้นไหม แต่ก็จะพยายามอธิบายโครงสร้างคร่าวๆ เพราะตอนกระผมเรียน ของที่มหาวิทยาลัย ก็พึ่งจะมาตระหนักได้ว่ามันคือพื้นฐาน แต่ตอนนั้นเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง จริยศาสตร์อะไรหว่า อะไรหว่าสัจจะนิยม ประสบการณ์นิยม งงๆ...งวยๆ... จนกว่าจะเข้าใจกระจ่าง พื้นฐานมันก็ผ่านไปเสียแล้ว(อย่าให้ตรูกลับไปรีเกรดนะ...หึหึ) ก็จะพยายามเรียงให้ดีที่สุด...เข้าใจง่ายที่สุดก็แล้วกัน...ตรงไหนไม่เข้าใจประการใด เชิญสอบถามได้เลยนะขอรับไม่ต้องเกรงใจ

 Basic of Philosophy

อย่างที่ผมได้เกรินไว้ในเอ็นทรีแนะนำปรัชญาแล้ว ว่า ปรัชญาคือการค้นหาคำตอบของ Ultimate Question...จะพูดให้ง่ายๆ...กระชับรัดกุม เข้าใจโดยฉับพลัน ก็คือ ปรัชญาค้นหา"ความจริง" หรือ "The truth" ซึ่งเป็นนามธรรม...

การค้นหา The truth ของปรัชญามีการพัฒนาเป็นขั้นเป็นตอนต่อยอดมาตั้งแต่สมัยกรีก (ยังไม่พูดถึงตะวันออกนะขอรับ เพราะตะวันตกกับตะวันออกมีความแตกต่างกันเยอะที่เดียว) ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพคือปรัชญาเหมือนกับเส้นทางเดินยาวๆ ที่เปลี่ยนจากถนนลูกรัง เป็นถนนหิน แล้วเป็นคอนกรีตแบบปัจจุบัน ซึ่งระหว่างทาง เราจะเห็นความเจริญของเมืองรอบๆ ถนนที่เข้าถึง...กระนั้นถนนเส้นนี้ ไม่เคยมีจุดจบ...ปรัชญา ณ ปัจจุบันยังค้นหา The truth ที่ตรงตามนิยามไม่ได้ ต่างกับศาสนาที่กำหนดไว้ให้เสร็จสรรพ อยู่ที่ท่านจะเลือกเชื่อ เท่านั้นเอง

แขนงของปรัชญาแบ่งตามสายที่ค้นคว้า ถ้าให้เปรียบเทียบคือว่า การค้นหาความจริงของปรัชญามีถนนหลายเส้นที่พุ่งตรงไปจุดมุ่งหมายเดียวกัน ซึ่งแต่ละเส้นก็เกิดขึ้นในต่างช่วงเวลา...และมีความเชื่อมโยงกัน เราอาจจะสามารถเดาถึงจริยศาสตร์ของคนๆนึ่งได้ ถ้าหากรู้แค่เพียงอภิปรัชญาของเค้าเป็นต้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา มาพบกับถนนเส้นแรกกันดีกว่า

1. Metaphysics : อภิปรัชญา

แค่ฟังชื่อก็หรูหราอลังกาลงานสร้างเกินบรรยายและเข้าใจได้ ถนนเส้นนี้ ถือเป็นเส้นที่เก่าแก่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรกของปรัชญา คือ ตั้งแต่ยุคกรีก...ภาษาไทย "อภิปรัชญา" ไม่ต้องสนใจ เพราะมันแปลผิด...ความหมายเพี้ยนจาก Mataphysics ไปแยะ...เพราะฉะนั้น มาดูเฉพาะคำอังกฤษ

Metaphysics มาจากคำภาษากรีกว่า Meta (เหนือ) + Physis(ธรรมชาติ) รวมกันจึงเป็น "วิชาว่าด้วยความเหนือธรรมชาติ" เหนืออย่างไรกัน?...เหนือแบบเรียกฟ้าเรียกฝนหรือไม่?...หรือทำอะไรขัดธรรมชาติหรือ? ถึงตรงนี้หลายคนคงคิดไปถึงเรื่องเวทย์มนต์เพราะบล๊อกนี้มีตัวเอกอยู่ 2 ตัว...แต่ไม่ใช่ แม้ว่าชื่อวิชาจะเหนือธรรมชาติ แต่ปรัชญายังคงเน้นไปที่ความคิดมากกว่าทางกายภาพ...

Metaphysics ก็เป็นความคิดที่ค้นหาความจริงเส้นทางหนึ่ง ที่"เชื่อ"ว่า ความจริงไม่ได้อยู่บนโลกกายภาพ แต่อยู่ในโลกของความคิด...เริ่มเข้าเค้าแล้วใช่ไหมละ...นักปรัชญาคนสำคัญของ Metaphysics ก็คือ เพลโต และ อริสโตเติ้ล ซึ่งพูดถึงในเรื่องของ โลกของแบบ (เอาไว้มาต่อกันคราวหน้า ทิ้งไว้ให้งง...)

2.Ethic : จริยศาสตร์

ถนนเส้นนี้เป็นสิ่งที่เราคุ้นหูคุ้นตากันอย่างดี...ไม่พูดถึงมากก็คงเข้าใจ...แต่พูดไว้เพื่อให้เข้าใจได้ตรงกัน...ว่าจริยศาสตร์ สนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับ "ความดี/เลว ความดี/ชั่ว ควร/ไม่ควร" ซึ่งเป็นถนนอีกเส้นที่เก่าแก่ เกิดขึ้นร่วมสมัยกับ Metaphysics แต่เป็นวิชาที่เถียงกันไม่จบไม่สิ้น แม้ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จริยศาสตร์นั้นอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

แต่...ที่ว่าดีนั้นดีจริงหรือ? ดีอย่างไร? เลวอย่างไร? บรรทัดฐานสังคมบางอย่างที่บอกดีเลว ณ ที่แห่งหนึ่ง อาจจะใช้ไม่ได้ในที่แห่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นควรได้รับการตัดสินว่าดีและเลว แล้วหรือ? ท่านเคยตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เคยนิยามคำว่า "ความดี" ให้ตัวเองฟังรึเปล่า? แล้ว"ความดี"นั้นใครเป็นคนกำหนดขึ้น? ทำไมสิ่งที่ทุกคนบอกว่า"ดี"มันจะดีจริงหรือ แล้วดียังไง?

Ethic จึงเป็นสิ่งที่ In ไม่มี Out เสมอ...นักปรัชญาต่างให้ความสนใจในทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ โสเครตีส, เพลโต, อริสโตเติ้ล, Immanuel Kant, Jesus, Budda, และ อื่นๆ อีกมาก

3.Epistemology : ญาณวิทยา

หรูอีกแล้ว...ญาณวิทยา นับเป็นแขนงที่ใหม่กว่าถนน2เส้นที่กล่าวมาแล้ว แต่จะว่าไปจริงๆ ก็ไม่ได้ใหม่มาก เกิดขึ้นพร้อมกับถนน 2 เส้นนั้นแล เพียงแต่ว่า ญาณวิทยาเริ่มบูมในช่วงยุค Enlightenment หรือประมาณศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษากันเป็นจริงเป็นจัง เจาะลึกจนเป็นรากของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วแหละ

โดยส่วนตัวอย่าหาว่าเห่อเข้าข้างวิชาตัวเอง...ในบางเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถล้วงได้ เช่น ระบบความคิด ความจำ การกำหนด และความเข้าใจ เพราะ เป็นเรื่องนามธรรม(อีกแล้ว) ในขณะที่ ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยังคงติดอยู่กับกายภาพเท่านั้น ไม่สามารถลงลึกไปมากกว่า ที่ประสาทสัมผัสบอกได้...

คำว่า Epistemology มาจาก episteme(ความรู้) + logos(ทฤษฎี,เหตุผล)จึงเป็น "ทฤษฏีว่าด้วยความรู้" ขอบข่ายที่วิชานี้ศึกษา ก็เพื่อทำความเข้าใจว่า ความรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? มนุษย์คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างไร? มนุษย์วิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์ความรู้ได้อย่างไร? เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นแขนงที่ซับซ้อนมาก แต่ก็สนุก...คอนเฟิร์ม

4. Aesthatics : สุนทรียศาสตร์

ชื่อก็บอกแล้ว เป็นวิชาว่าด้วยความงาม มักใช้ในงานวิจารณ์ศิลปะ ยังเกี่ยวข้องกับญาณวิทยาด้วย ขอบข่ายวิชานี้ เราต้องตั้งคำถามกับความงาม เช่นว่า ทำไมสิ่งนี้จึงสวย? เพลงนี้จึงเพราะ? เรารับรู้ความสวยงามยังไง? เป็นต้น

 

พอแล้วเนอะ 4 อย่างรับไปเบาะๆ เพราะคนเขียนก็เริ่มมึนแล้ว (ฮา) ยังไงตกหล่นอะไรก็แนะนำติชมด้วยนะฮับ...แล้วจะกลับมาแก้ไข ^^

edit @ 14 May 2008 10:47:24 by !!!~.C.D.~!!!

ขึ้นเขียงไปผ่าฟันคุด TTwTT

posted on 01 May 2008 12:53 by carinatedien

 

*เอ็นทรีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะไปผ่าฟันคุด จำเป็นต้องผ่า หรือต้องไปหาหมอฟัน...เพื่อไม่ให้เกิดอาการ Panic...ถ้าทู่ซี้อ่านต่อ...เตือนแล้วนะคับ อย่ามาโทษกันเน้อ...*

 

เช้าวันนี้(1 พ.ค.)ข้าน้อยมีนัด...แต่เป็นนัดที่ไม่อยากไปเลย...ฮือ...ถ้ามีวิทยายุทธเบี้ยวได้ก็จะเบี้ยว แง...แต่เผอิญฟันคุดมันปวด แล้วมันก็มีแนวโน้มจะปวดอีก...เพราะฉะนั้นลากันตรงนี้เถิดนะฟันจา...สังขารไม่เที่ยงๆ...

เท้าความก่อน...ข้าน้อยเคยขึ้นเขียงไปแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ลำลาไปก่อนแล้ว 2 ซี่ บน-ล่างฟันกรามในสุดด้านขวา...ถึงจะนานแล้วแต่ก็ยังสยองไม่หาย (รำลึกความหลัง)...

พูดถึงอาการก่อน...เท่าที่ข้าน้อยถามพูดมีประสบการณ์ อันได้แก่เพื่อนๆ ทั้งหลาย ฟันคุดมีหลายแบบ...ตั้งแต่นอนหลับปุ๋ยขนานไปกับกราม หรือ จะงอกไปงัดฟันซี่อื่นอันนี้ปวด...ส่วนของข้าพเจ้านั้น ติดเหงือกงอกไม่หมดเลยทำให้เหงือกอักเสบ เป็นระยะๆ....ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเป็นเฉพาะฟันล่าง แต่คุณหมอบอกว่า ฟันบนก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ถอนไปซะ O[ ]O" ง้า....

ครั้งแรกที่ข้าน้อยไปผ่าฟันคุดซี่ขวา ก้าวไปด้วยใจมุ่งมั่น พอดีช่วงนั้น นักศึกษาทันตแพทย์ปิดเทอมกันงับ คนเลยดูบางตา แต่กระนั้น ก็มีคุณหมอที่เรียนทันตแพทย์จบเมืองนอกมา แล้วท่าทางจะสอบใบประกอบอาชีพในประเทศละมั้ง หมอข้าพเจ้าจบจากปากีสถาน มีโอกาสเม้ากันนิดหน่อย ^^

ครั้งนี้...นักศึกษาทันตแพทย์เปิดเรียนแล้ว คนเยอะผิดหูผิดตาจากครั้งแรก นั่งรอกันเต็มเลย แต่ที่มหิดลไม่ช้างับ แปปเดียวกะเรียกแล้ว ผมก็ได้หมอเป็นนศ.ทพญ (จำไม่ค่อยได่ว่าย่องี้เปล่า) ท่านนึง...ท่าทางเก่งนะ...ปลอบใจตัวเอง งานนี้ใจเต้นตึกตัก พอรู้ว่าตัวเองจะโดนอะไรบ้าง...เริ่ม Panic แล้วซี...

แล้วหมอก็เชิญเข้าห้อง เชิญนอนบนเตียง น่าจะพอนึกภาพออก ไอ้เตียงอัตโนมัติที่มันปรับได้...ตอนเดินผ่านทางหมอฟันเด็ก เค้าเขียนว่า เตียงขึ้นลงได้เหมือนเครื่องบิน....วิ๊~~ เขียงน่ะสิท่าน ....พอนอนลงเรียบร้อยแล้ว ผู้ช่วยก็เอาผ้าเขียวปิดหน้าปิดตา...เวลาเราร้องไห้น้ำตาซึมหมอจะได้ไม่ใจอ่อนไม่กล้าทำต่อ...หึหึ...ล้อเล่นง่ะ หมอจะได้มีสมาธิ แล้วเราจะได้ไม่สยองด้วย เพราะผ่าฟันคุดนี่ผ่าตัดเล็กเลยน่าท่าน...ขั้นตอนนี้ ครั้งแรกกะครั้งนี้ไม่ต่างกัน

ง่า...."อ้าปากกว้างๆ...นะคะ"...หมอเสียงหวาน "หนีไม่ได้แล้วนะจ๊ะ..." มะช่าย ข้างหลังไม่มี...หมอจะตรวจๆดูนิดหน่อย แล้วกะฉีดยาชา...อึยย...ขม...ขั้นตอนนี้จะเจ็บนิดๆ ถ้าตอนเด็กหมอจะหลอกว่ามดกัด...มดยักษ์น่ะสิ...ร้องหงิงๆ...นิดนึ่งพอให้หมอรู้ว่าเจ็บ เหอๆ...ครั้งแรกข้างขวา หมอสอบออกจาชำนาญผ่านไปได้ด้วยดีราบรื่น ชุดเดียวอยู่ (คิดว่า 4 เข็มนะ ล่าง 2 บน 2) ครั้งนี้ หมอใหม่ยังไม่ถอยป้าย เหมือนจะไปได้ดีงับ...แต่...คอยอ่านไปเรื่อยๆ น่อ....

ครั้งแรก...หมอสอบ จัดการฟันล่างที่คุดก่อน ฉีดยา แล้วดำเนินการค่อ ตอนกรอที่โหดร้ายมากกก...เสียงมันสยองเสียดแก้วหูและหัวใจ....งิ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...."อ๊ากกก จะบ้าตาย อ๊ากๆๆๆๆ...." ร้องได้แต่ในใจ รู้สึกว่ากรอนานมากกกก...กลิ่นเลือดตลบอบอวน มีรสเลือดด้วยสยองมากกก....ถ้าใครเป็นแวมไพร์เลิฟเวอร์คงชอบอ่ะ อร่อย...เหอๆๆ...ข้าน้อยสำลักไปรอบนึง เพราะลืมเอียงคอแล้วน้ำมันลงคอ...น้ำตาร่วงเลย แต่หมอไม่รู้ มันอยู่ใต้ผ้า...ฮือๆ...ก่อนจะถอนออกอย่างสวยงาม...งามไม่งามข้าน้อยไม่เห็นอ่ะ พอลุกหมอก็เก็บเรียบเลย แต่ได้ยินเค้าคุยกันว่าสวยนะ =__="  เหอๆๆ...สวยตอนนี้มันก็กลายเป็นขยะไปแระ...ตอนถอนฟันบน รวดเร็วมากกก ไม่รู้สึกเลย เหอๆ...แล้วเค้าก็เย็บๆๆๆ...งานนี้โดนเย็บซ้ำไปหน่อย เพราะ อาจารย์หมอให้เย็บห่างจากปากแผล อย่างไรก็ไม่ทราบ...ได้ยินว่าประมาณนั้น...เสร็จทั้ง 2 ซี่เค้าก็ให้กัดผ้า รับยา จ่ายเงิน...กลับบ้าน ไปดิ้นทุรนทุรายต่อ... ไม่ค่อยเจ็บมากนะ แต่บวมฉึ่งเลย เหมือนคางเบี้ยว อยู่หลายวัน

ครั้งนี้...หมอใหม่...จัดการซี่ซ้าย ถอนฟันบนก่อนงับ งัดๆดึงๆ ดันๆ...ข้าน้อยสาบานได้ว่าได้ยินเสียงมันฉีกออกจากเหงือก...ฮืออออ...เลือดกลบปากแง้วววว.... TT___TT เค้าค่อยๆ ทำอ่า มือใหม่...ระหว่างนั้นเค้าก็ถามอาจารย์หมอตลอด...เสียดายลุกมาไม่เห็นอาจารย์หมอ เลยไม่มีโอกาสขอบคุณ...ฟันบนผ่านไป ไม่นานเท่าไร...ฟันล่างตัวปัญหา เค้างัดสักพักไม่ขยับ เลยหันไปหยิบเครื่องกรอ (ข้าพเจ้าไม่เห็นหรอกนะ แต่เสียงกรอมันบอก) ...."อ๊ากก....ม่ายอาววววว" ร้องในใจ...ฮึกๆ...

งิ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...."เจ็บบบบบบบบบบ....." ไม่ได้พูดอ่างับ แต่ยกมือบอก... หมอเลยถามย้ำว่า "เจ็บเหรอคะ" เราก็พยักหน้า อยากจะบอกว่าคราวที่แย้วมันไม่เจ็บง่ะแต่พูดไม่ได้... หมอเลยไปเรียกอาจารย์หมอ....แล้วก็ได้ยินเสียงผู้ช่วย "ขอยาชา 1 หลอดค่า" ก็เลยโดนยาชาไปอีกจึก...งือออ...ขม...ไม่รุสึกแระมันชา...สักพักกรอใหม่ ก็ยังเจ็บง่า...งานนี้อาจารย์จัดการเองเลย (รึเปล่าก็ไม่รู้) " ขอยาชาอีกหลอดจ้า"...ไม่รู้โดนจึกไปเมื่อไร แต่พออาจารย์หมอจิ้มทดสอบ จิ้มแรงโคตร...แต่ไม่เจ็บแล้ว อาจารย์หมอเลยเฉลยให้ว่า "ฉีด(จิ้ม)ไม่ลึกพอ"....เหอๆๆ...ก็เลยกรอๆๆๆๆ...ต่อไป ดัง งิ๊ดดดดดดดดดดดดด...แต่ไม่นานเท่าครั้งแรก ถอนเสร็จตอนเย็บใช้เวลานิดนึ่ง แล้วให้กัดผ้าก๊อตก้อนเบอเร่อเลย... แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี...เง้อออ....

วันนี้กลับมาฝากรอยไว้แต่ความปวดร้าวววว....ประคบน้ำแข็ง เดินเข้าออกระหว่างจอคอมและตู้เย็น มันบรรเทาปวดได้ชะงักนักนะเออ...งานนี้...ข้าพเจ้าขอสาบานว่า จะดูแลรักษาฟันที่มีอยู่อย่างสุดชีวิต...ตราบชีวิตจะหาไม่...กลัวหมอฟันไปเลยฉัน...= ="

อ๋อ...เมนูอาหารเย็นวันนี้ พรุ่งนี้ และ ต่อๆ ไป....โจ๊ก...โจ๊ก และ โจ๊ก...(.   . !   )

 

สุดท้ายนี้ ข้าน้อยคงไม่ได้เป็นผู้ใหญ่อีกต่อไป เพราะฟันไม่ครบ 32 ซี่ ....เกี่ยวไหมเนี้ย = ="

แบ่งปันกันขำๆ นะขอรับ......แต่หมอทำดีที่สุดแล้วแหละ ยังไงก็ขอบคุณหมอทุกท่านที่ทนเรียนวิชายากๆ เพื่อรักษาบรรเทาความทุกข์ทั้งปวง...สู้ต่อไป...>___<b

 

 วันนี้มาอารมณ์สบายๆ  เปลี่ยนมูดนิดหน่อย ไม่ยัดแต่เนื้อหาหนักหัว...อุอุ...แค่เจอในห้องเรียนก็พอแระเนอะ ...

 เวลาทุกคน...เศร้า...เซง...ซึม...หาที่พึ่งไม่ได้...แต่ละคนใช้อะไรจัดการกับปัญหาเหล่านั้นบ้างคับ  จะยังไงก็แล้วแต่ อย่าเดือดร้อนชาวบ้านก็แล้วกัน  สำหรับผมแล้ว "เสียงเพลง" นี่แหละ สุดยอดแล้ว

 

เพราะฉะนั้น วันนี้กระหน่ำฟังกันเข้าไปเล้ยยย...

เพลงแรก....ไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่รู้ว่าร้องโดย Hatsune Miku ซึ่งจริงๆแล้วเป็นแค่โปรแกรมสังเคราะห์เสียงที่เค้าเรียกว่า Vocaloid เท่านั้นเอ๊ง...โอ้...เทคโนโลยีโลกเราไปไวมากๆ  กำลังชอบสุดๆ แม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตามที

เพลงที่2

อ่านไม่ออกเหมือนกัน รู้แต่ว่า...ซากุระ ซากุระ

แหะๆ เอามาฝาก 2 เพลง...เป็นเพลงโปรดของป๋มเอง

 

ถึงคราวหูตูบ youtube บ้าง...ถ้าใครใช้เน็ตลูกค้าร้องไห้ TOT แล้วเข้าดูได้เฉพาะบางคลิป สาเหตุและวิธีแก้ http://www.pantip.com/tech/internet/topic/IU2568496/IU2568496.html ตามนี้เลยคับ...ผมเพิ่งตาสว่างเหมือนกัน...โง่ไหมเนี้ย

 

สำราญโดยทั่วกัน...เอวัง...

edit @ 29 Apr 2008 23:54:14 by !!!~.C.D.~!!!